medicalfocusth

สสว.-สถาบันอาหาร เร่งอัดฉีด SMEs จาก 2 โครงการใหญ่
สสว.-สถาบันอาหาร เร่งอัดฉีด SMEs จาก 2 โครงการใหญ่
สสว.จับมือสถาบันอาหาร จัดกิจกรรมทดสอบตลาดและเจรจาจับคู่ธุรกิจ ท่องกินอาหารท้องถิ่น...สุดฟินกับอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ผนึก 2 โครงการใหญ่ไว้ในงานเดียว นำทัพผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารอนาคต 23 กิจการ จาก 8 จังหวัดภาคอีสาน ภายใต้โครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ และกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงอาหารอีก 31 กิจการ ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มศักยภาพสู่ตลาดสากล ตั้งเป้าจับคู่ธุรกิจได้ไม่ต่ำกว่า 20 คู่ สร้างมูลค่าการซื้อขายได้ไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท ในงานจำหน่ายสินค้าระหว่างวันที่ 28-30 ส.ค. 2563 ณ เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม


นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เผยว่า สสว.ได้ร่วมกับสถาบันอาหารดำเนินโครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ (Early Stage) ปี 2563 ในการผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการใหม่ ซึ่ง สสว.ได้ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นการพัฒนาผู้ประกอบการให้มีความแข็งแรงในการจัดตั้งธุรกิจให้ยั่งยืนได้ในระยะยาว และได้คัดเลือกผู้ประกอบการ SME ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารอนาคตหรือ Future Food ได้แก่ อาหารเกษตรอินทรีย์และออร์แกนิก อาหารเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาหารทางการแพทย์ และอาหารที่ผลิตขึ้นใหม่ทางนวัตกรรม ให้เข้าร่วมจำนวน 600 ราย จากพื้นที่เป้าหมาย 8 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด และยโสธร

ทั้งนี้ ตั้งเป้าให้ผู้ประกอบการได้รับการพัฒนาแนวคิดในการสร้างธุรกิจ จำนวน 600 ราย และมีผู้ประกอบการได้รับการปรึกษาแนะนำเชิงลึก สามารถทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หรือยอดขายเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 และมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือมีแนวคิดในการทำธุรกิจ รวมจำนวน 220 ราย เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยรวมไม่น้อยกว่า 24 ล้านบาท

“โครงการฯ มุ่งเน้นในการพัฒนาและผลักดันให้ผู้ประกอบการใหม่ค้นหาวัตถุดิบในท้องถิ่นที่มีคุณภาพและดีต่อสุขภาพ นำมาแปรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเน้นให้เป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหารอนาคต หรือ Future Food ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลกที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญต่อสุขภาพ และความปลอดภัย โดยในการจัดงานครั้งนี้ได้คัดเลือกผลิตภัณฑ์เข้าร่วมงานรวม 23 กิจการ” นายวีระพงศ์กล่าว

สำหรับโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มศักยภาพสู่ตลาดสากล (Product Development) ปี 2563 มีแนวคิดในการพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจในภาคการผลิตและภาคบริการ ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยและวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ ซึ่งมีอัตลักษณ์ความโดดเด่นในแต่ละพื้นที่ โดยการพัฒนาธุรกิจในท้องถิ่นชุมชนให้ยังคงมีวัฒนธรรมท้องถิ่น ยกระดับผู้ประกอบการภาคการค้าและภาคบริการให้สร้างมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์และนวัตกรรมตรงตามความต้องการของตลาด ภายใต้แนวคิด “Gastronomy Tourism (การท่องเที่ยวเชิงอาหาร)”

“ในปี 2563 สสว.มีเป้าหมายพัฒนาผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชน กลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Industry) ได้แก่ กลุ่มอาหารและท่องเที่ยว กลุ่ม Digital Content และกลุ่ม Health care service จำนวน 250 กิจการ ดำเนินการในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดปราจีนบุรี มีจุดเด่นเรื่องสมุนไพร และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร จังหวัดพัทลุง มีจุดเด่นเรื่องข้าวสังข์หยด และการท่องเที่ยงเชิงธรรมชาติ และจังหวัดสงขลา อำเภอสทิงพระ อำเภอสิงหนคร อำเภอกระแสสินธุ์ มีจุดเด่นเรื่องตาลโตนด เป็นต้น ที่มาร่วมออกบูธในครั้งนี้มีจำนวน 31 กิจการ นำผลิตภัณฑ์มาจำหน่ายหลากหลายชนิด” นายวีระพงศ์กล่าว

ทั้งนี้ การนำผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมทดสอบตลาดและเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ภายในงาน ท่องกินอาหารท้องถิ่น...สุดฟินกับอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-30 ส.ค. 2563 ณ เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม ชั้น G ในครั้งนี้ สสว.คาดว่าจะเกิดการจับคู่ธุรกิจรวมกันไม่น้อยกว่า 20 คู่ และเกิดมูลค่าคำสั่งซื้อรวมกันไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท โดยทั้ง 2 โครงการฯได้คัดเลือกสินค้าที่ผ่านการยกระดับทั้งในด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์มาร่วมออกบูทรวม 54 กิจการ

นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า สถาบันอาหารได้รับมอบหมายให้ดำเนินงานเป็นที่ปรึกษา 2 โครงการฯ ดังกล่าว โดยจัดหาวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญ และที่ปรึกษา สำหรับให้ความรู้และให้คำแนะนำด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปสินค้าแก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ได้รับองค์ความรู้ผ่านการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสม ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่วัตถุดิบการเกษตรได้สูงสุด

“สถาบันอาหารให้ความสำคัญกับการสนับสนุน SME ในภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศเพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อาหารถิ่นของตนเองสู่ตลาดสากล โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เข้าสู่ตลาดอาหารอนาคต หรือ Future Food เนื่องจากทุกวันนี้ผู้คนห่วงใยสุขภาพมากขึ้น SME ควรใช้จุดแข็งที่มีความคล่องตัว และปรับเปลี่ยนตัวเองได้เร็วเข้าสู่ตลาดนี้ เช่น อาหารสร้างภูมิต้านทานโรค อาหารเพื่อการชะลอวัย อาหารสำหรับผู้สูงอายุหรือทารก รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่ต้องมีความสวยงาม มีข้อมูลโภชนาการครบถ้วน แข็งแรงแน่นหนาพอสมควร เวลาขนส่งไปไหน กล่องต้องไม่บุบ และรักษาสภาพอาหารข้างในไว้ได้ และอาจต้องคำนึงถึงบรรจุภัณฑ์ที่เป็นแพกใหญ่ เพราะผู้บริโภคคงไม่ได้ออกมานอกบ้านบ่อยๆ เหมือนสมัยก่อน” นางอนงค์กล่าว