medicalfocusth

ไวรัส RSV ภัยร้ายสำหรับเด็กเล็ก
ไวรัส RSV ภัยร้ายสำหรับเด็กเล็ก
ในช่วงปลายฝนต้นหนาว โรคที่พบมากในเด็กเล็กโรคหนึ่งที่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่งคือ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV ซึ่งโรคติดเชื้อ RSV อาการอาจจะเหมือนกับไข้หวัดธรรมดา แต่ว่าไม่ควรประมาท เพราะอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ทั้งนี้ อาจารย์แพทย์หญิงโสภิดา บุญสาธร สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มาให้รายละเอียดเกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัส RSV ว่า ไวรัส RSV คือเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ชื่อภาษาอังกฤษคือ Respiratory Syncytial Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจได้ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ซึ่งพบบ่อยในเด็กโดยเฉพาะเด็กเล็ก

การติดเชื้อไวรัส RSV นี้เกิดขึ้นได้ 2 ทาง คือ 1.การไอ การจาม การหายใจ รวมถึงการสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรง ซึ่งสารคัดหลั่งที่มีเชื้อไวรัส RSV ได้แก่ น้ำลาย น้ำมูก เสมหะ และ 2.การติดทางอ้อม คือไปสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่มีเชื้อไวรัส RSV หรือมีการปนเปื้อนของเชื้ออยู่ เช่น โต๊ะ ประตู ของเล่น ลูกบิดประตู เป็นต้น เมื่อได้รับเชื้อไวรัส RSV เข้าไปแล้ว ส่วนใหญ่ในผู้ใหญ่หรือเด็กโตที่มีสุขภาพแข็งแรงจะมีอาการเหมือนไข้หวัดทั่วไป อาการป่วยจะหายได้เอง แต่ถ้าเป็นในเด็กเล็กอาจมีอาการรุนแรง เนื่องจากเชื้อไวรัส RSV อาจทำให้เกิดพยาธิสภาพที่เนื้อปอดส่วนล่าง ไม่ว่าจะเป็นหลอดลม หลอดลมฝอย เนื้อปอด ถุงลม ทำให้เกิดการติดภาวะหลอดลมอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ หรือปอดอักเสบ ตามมาได้

ลักษณะการดำเนินโรค
เมื่อได้รับเชื้อไวรัส RSV เข้าไปแล้ว ส่วนใหญ่เริ่มต้นอาการจะเหมือนไข้หวัดธรรมดา ช่วงแรกอาจแยกไม่ได้จากไข้หวัดธรรมดา คือ เริ่มจากมีน้ำมูก จาม ไอ มีไข้ ซึ่งอาการในช่วง 1-2 วัน ยังไม่รุนแรง อาการรุนแรงส่วนใหญ่ประมาณวันที่ 3-5 เนื่องจากเชื้อไวรัส RSV ใช้เวลาในการฟักตัวโดยเฉลี่ยประมาณ 3-6 วัน หลังจากได้รับเชื้อ

มีอาการบางอย่างที่บ่งบอกว่าติดเชื้อไวรัส RSV คือ เด็กจะไอมาก มีเสมหะจำนวนมาก หายใจเหนื่อยหอบ อาจมีอาการหายใจมีเสียงหวีด ซึ่งเป็นลักษณะอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าหลอดลมตีบ เนื่องจาก ไวรัส RSV ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุทางเดินหายใจ เมื่อมีการอักเสบเกิดขึ้น จะมีการสร้างเยื่อเมือกหรือสารคัดหลั่ง ร่วมกับมีการตีบของหลอดลมจากหลอดลมบวม ทำให้เวลาหายใจมีเสียงหวีดได้

ระดับความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนของโรค
ถ้าเป็นผู้ใหญ่หรือเด็กโตติดเชื้อไวรัส RSV ส่วนใหญ่อาการมักจะไม่รุนแรง แต่ถ้าเป็นเด็กเล็กโดยเฉพาะอายุน้อยกว่า 2 ปี หรือกลุ่มเสี่ยงมีอาการรุนแรงได้ อาการรุนแรงคือ เชื้อไวรัส RSV สามารถลุกลามจากทางเดินหายใจส่วนบนลงไปทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้หลอดลมหรือปอดอักเสบ ทำให้มีภาวะแทรกซ้อนเรื่องทางเดินหายใจล้มเหลว และอาจต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือใส่เครื่องช่วยหายใจ ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจเสียชีวิตได้

สำหรับกลุ่มเสี่ยงของผู้ติดเชื้อไวรัส RSV ได้แก่ 1. เด็กทารก 2.เด็กที่คลอดก่อนกำหนด 3.คนที่โรคประจำตัวโดยเฉพาะโรคหัวใจ โรคปอด โรคหอบหืด 4.เด็กที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น อาจจะได้รับยาเคมีบำบัด หรือได้รับยากดภูมิในระดับสูง และ 5.ผู้สูงอายุ พบได้ไม่บ่อย แต่สามารถมีอาการรุนแรงได้

การตรวจวินิจฉัยโรค
หากผู้ป่วยอยู่ในสถานที่ที่ไม่สามารถส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการได้ ก็จะต้องอาศัยประวัติ และการตรวจร่างกาย มีหายใจหวีดหรือมีเสมหะมากหรือไม่ บวกกับระบาดวิทยา เพราะโรคติดเชื้อไวรัส RSV เป็นโรคที่มีฤดูกาล สำหรับประเทศไทยคือปลายฝนต้นหนาว ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ซึ่งเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคมเป็นช่วงสูงสุดของการเกิดการติดเชื้อไวรัส RSV สำหรับการยืนยันผลการตรวจวินิจฉัยนั้น ทำได้โดยการป้ายน้ำมูกในจมูกหรือป้ายจากโพรงคอหอย นำไปส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัส RSV

การรักษา
ขณะนี้ยังไม่มียาจำเพาะสำหรับรักษาโรคติดเชื้อไวรัส RSV ยังไม่มียาต้านไวรัส RSV เพราะฉะนั้นการรักษาเป็นการรักษาตามอาการ แบบประคับประคอง เริ่มตั้งแต่ถ้ามีไข้ก็ให้ยาลดไข้ ถ้าผู้ป่วยไอและมีเสมหะมากก็จะให้ยาละลายเสมหะ หรือยาขยายหลอดลมชนิดรับประทาน ถ้าผู้ป่วยมีเสมหะเหนียวข้นหรือไม่สามารถไอเอาเสมหะออกมาเองได้ ก็อาจมีการพ่นน้ำเกลือเพื่อช่วยให้เสมหะเหนียวข้นน้อยลง และเคาะปอดเพื่อดูดเสมหะ ถ้าผู้ป่วยบางรายมีอาการหลอดลมตีบ อาจต้องได้รับการพ่นยาขยายหลอดลม การรักษาเน้นเรื่องการดูแลทางเดินหายใจ การเคาะปอดและดูดเสมหะ ถ้าผู้ป่วยทานไม่ได้อาจต้องนอนที่โรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือ หรือบางรายอาจต้องการออกซิเจน ก็ให้ออกซิเจนทางจมูก คือรักษาตามอาการ

การติดเชื้อไวรัส RSV มีโอกาสเกิดซ้ำ เพราะไวรัส RSV นั้นมีหลายสายพันธุ์ แต่พบว่าการติดเชื้อไวรัส RSV ครั้งหลังๆ จะมีอาการรุนแรงน้อยลง อาจจะเป็นเรื่องของภูมิคุ้มกันที่มีมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการศึกษาว่าเด็กที่มีอายุ 2 ปีขึ้นไป ทุกคนเคยติดเชื้อ RSV มาแล้วอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต แต่จะมีอาการมากน้อยแตกต่างกันไป
ทิศทางการรักษาในอนาคต

มีการพัฒนาภูมิต้านทานที่จำเพาะต่อไวรัส RSV ซึ่งได้มีการพัฒนาตัวนี้มานานแล้ว แต่ในปัจจุบันยังมีข้อบ่งชี้ในเฉพาะกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องใช้ป้องกันจริง ๆ เช่น ทารกคลอดก่อนกำหนดอายุครรภ์น้อยกว่า 29 สัปดาห์ ผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีที่มีโรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง ซึ่งยานี้ในประเทศไทยยังไม่มีและยามีราคาแพง

อาจารย์แพทย์หญิงโสภิดา ฝากเพิ่มเติมว่า โรคติดเชื้อไวรัส RSV เนื่องจากยังไม่มียารักษา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือการป้องกัน นั่นก็คือ การล้างมือ เพราะการติดไวรัส RVS ติดทางการสัมผัสสารคัดหลั่ง สวมหน้ากากอนามัย และหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่นหรือแออัด นอกจากนี้เมื่อเด็กไม่สบายให้หยุดพักอยู่ที่บ้านอย่างน้อยประมาณ 5-7 วัน หรือจนกว่าเด็กจะไม่มีอาการ แล้วค่อยกลับไปเรียนต่อ นอกจากนี้มีการศึกษาว่าบุหรี่ทำให้การติดเชื้อไวรัส RSV มีอาการแย่ลง เพราะฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงการให้เด็กไปอยู่ในสถานที่ที่มีควันบุหรี่ หรือมีผู้ใหญ่สูบบุหรี่รอบ ๆ

โรคติดเชื้อไวรัส RSV เกิดขึ้นมานานมากแล้ว ตอนหลังรู้จักมากขึ้นเพราะ 1.จากโซเชียลที่มีการแพร่กระจายข่าวสาร 2.มีการตรวจที่ง่ายขึ้น ซึ่งสมัยก่อนโรคติดเชื้อ RSV การส่งตรวจจะต้องส่งไปตรวจในห้องปฏิบัติการตามโรงพยาบาลใหญ่ อาทิ ศิริราช รามาธิบดี จุฬาลงกรณ์ แต่ในปัจจุบันมีการตรวจด้วย Rapid Test ตรวจแบบรวดเร็ว เพราะฉะนั้นสามารถทำได้ในโรงพยาบาลเล็ก ๆ หรือในคลินิกบางแห่งก็อาจจะทำได้ ทำให้ตรวจเจอได้มากขึ้น