medicalfocusth

สธ. ตระหนักความสำคัญของยาจากสมุนไพร ปักหมุดดันเข้าสู่บัญชียาหลัก
สธ. ตระหนักความสำคัญของยาจากสมุนไพร ปักหมุดดันเข้าสู่บัญชียาหลัก
สธ. ตระหนักความสำคัญของยาจากสมุนไพร ปักหมุดดันเข้าสู่บัญชียาหลัก
หวังสร้างความมั่นคงทางสุขภาพ ควบคู่เศรษฐกิจ

สธ. เร่งผลักดันนำยาจากสมุนไพรที่มีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอเข้าบัญชียาหลักแห่งชาติ เพิ่มขึ้นอย่างน้อยปีละ 10 รายการ ยกระดับให้ความสำคัญกับยาจากสมุนไพร ทัดเทียมยาแผนปัจจุบัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางสุขภาพในยุคการแพร่ระบาด และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังการระบาดของไวรัสโควิด- 19

วันนี้ (23 ธันวาคม 2563) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มอบหมาย ให้ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ครั้งที่ 2 เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ปัจจุบันสมุนไพรเป็นที่ต้องการมากขึ้นในด้านการบริโภค เพื่อสุขภาพของประชาชน และในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด- 19 ยังประสบปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบที่ใช้ผลิตยาแผนปัจจุบันที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ยิ่งทำให้เห็นถึงความสำคัญเร่งด่วนในการผลักดันนโยบายสมุนไพรไทยเพื่อความมั่งคงทางสุขภาพและความยั่งยืนของเศรษฐกิจสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม อีกทั้งสมุนไพรเป็นผลิตผลธรรมชาติที่มีในประเทศหลากหลายชนิด ช่วยทดแทนการนำเข้ายาแผนปัจจุบันจากต่างประเทศ

คณะกรรมการฯ จึงได้เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรเป็นการเฉพาะ โดยจะปรับปรุงกลไกการพิจารณายาจากสมุนไพรเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เพิ่มยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติไม่น้อยกว่าปีละ 10 รายการ ตามที่กำหนดใน (ร่าง) นโยบายแห่งชาติด้านยาและแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบยาแห่งชาติ พ.ศ. 2563 - 2565 และแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2560 – 2564 รองรับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยปัจจุบันยาจากสมุนไพรที่บรรจุในบัญชียาหลักฯ มีจำนวน 74 รายการ เช่น ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน กระเจี๊ยบแดง ไพล ว่านหางจระเข้ เป็นต้น

ด้านยาแผนปัจจุบัน คณะกรรมการฯ ได้เห็นชอบให้บรรจุยาสูตรผสม sofosbuvir + velpatasvir ชนิดรับประทาน สำหรับรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง ไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งเป็นยาที่สามารถรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีหายขาดได้ทุกสายพันธุ์ มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงกว่ายาเดิม ระยะเวลาในการรักษาลดลงครึ่งหนึ่ง และยังช่วยประหยัดค่ายาและค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการได้ถึง 56 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังได้เห็นชอบให้พัฒนารหัสยามาตรฐานของประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อให้สามารถอ้างอิงผลิตภัณฑ์ยาที่ใช้ในประเทศได้อย่างถูกต้องครบวงจร ตั้งแต่การขึ้นทะเบียน การผลิต จนถึงการใช้ยา รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับต่างประเทศได้ โดยมีแผนการเปลี่ยนผ่านจากระบบปัจจุบันไปสู่การใช้รหัสยามาตรฐานอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2568

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต กล่าวในตอนท้ายว่า จะเร่งผลักดันนำยาจากสมุนไพรเข้าสู่ระบบสุขภาพ ผ่านกลไกบัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพร พ.ศ. 2560-2564 รวมทั้งเพิ่มรายการยาจำเป็นที่มีราคาแพงในบัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาจำเป็นที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง ใช้ยาสมเหตุผล ประเทศมีความมั่นคงด้านยา อย่างยั่งยืน