medicalfocusth

มุมมองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไทยด้านไวรัสโควิด-19
มุมมองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไทยด้านไวรัสโควิด-19
มุมมองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไทยด้านไวรัสโควิด-19
จาก “ถอดบทเรียนแดนมังกร” (COVID-19 Frontline)
การจัดประชุมทางไกล (Teleconference) ระหว่างแพทย์จีนและแพทย์ไทย

เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการจัดรายการพิเศษ “ถอดบทเรียนแดนมังกร” (Covid-19 Frontline) ออกอากาศทางช่อง 9 MCOT HD หมายเลข 30 ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ China Media Group เอเชียแปซิฟิก (CMG) และแพทยสภา โดยการจัดประชุมทางไกล (Teleconference) ระหว่างแพทย์จีน และแพทย์ไทย เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และแนวทางการรับมือกับวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในประเทศจีน วิธีการรักษาผู้ติดเชื้อจนสามารถควบคุมโรคได้ในที่สุด

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์อมร ลีลารัศมี นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ และสาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน ภาควิชาอายุรศาสตร์คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญของไทยที่เข้าร่วมในการจัดรายการพิเศษครั้งนี้ กล่าวถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างแพทย์จีนและแพทย์ไทยว่า การ Teleconference ระหว่างแพทย์จีน และแพทย์ไทย เป็นการจัดขึ้นมาระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ประเทศต่อประเทศ ซึ่งถ้ามองในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะว่าระหว่างประเทศไทยและประเทศจีนเป็นประเทศพี่น้องกัน คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งผมในฐานะนายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ทางสมาคมแพทย์จีนได้มีการติดต่อมาทุกปี และเรายังได้มีการ Teleconference กับสมาคมแพทย์จีนมาก่อนในเรื่องเหมือนกันนี้

ตอนเริ่มต้นที่มีการระบาดที่เมืองอู่ฮั่น ในสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม ผมได้ทำจดหมายในนามของแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ส่งไปที่สมาคมแพทย์จีน ให้กำลังใจแพทย์จีนและพยาบาลที่ออกไปดูแลช่วยเหลือคนไข้ที่เมืองอู่ฮั่น เมื่อถึงคราวที่มีการระบาดเกิดขึ้นที่ประเทศไทย ทางสมาคมแพทย์จีนก็ได้ส่งจดหมายให้กำลังใจกลับมาที่ไทย ก็เป็นการแสดงถึงระดับความสัมพันธ์กันที่ดีต่อกัน และเมื่อมีเหตุการณ์ใหม่ ๆ ก็สามารถแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กันได้ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดี

การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างแพทย์จีนและแพทย์ไทยในครั้งนี้ สามารถนำมาเป็นแนวทางในการรับมือกับวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในประเทศไทยอย่างไรบ้าง?
การ Teleconference กับแพทย์จีนในครั้งนี้ ข้อมูลการศึกษาที่ได้รับจากจีนช่วยแนะนำและยืนยันในเรื่องยาที่ใช้ในการรักษา การป้องกัน การผลิตวัคซีน และตัวเชื้อไวรัสอีกหลายอย่าง ซึ่งในขณะนี้มีข้อมูลข่าวสารออกมามากมาย และเราอยู่ในยุคอิเล็กทรอนิกส์ที่มีข้อมูลต่างๆมาก และมีการศึกษาอยู่หลายที่ การ Teleconference กับแพทย์จีนในครั้งนี้ สิ่งที่เราได้นั้นไม่ใช่ความรู้อะไรใหม่ๆ แต่เราได้ประสบการณ์ของประเทศจีน ซึ่งสิ่งที่เราเรียนรู้จากข้อมูลต่างๆ จากบทความต่างๆ ที่ตีพิมพ์จากประเทศต่างๆ จะช่วยยืนยันว่าใช่หรือไม่ใช่อย่างไร

ยกตัวอย่าง เรื่องการกลายพันธุ์ของเชื้อโควิท-19 เนื่องจากประเทศบางแห่งในยุโรปมีอัตราการตายสูง โควิท-19 กลายพันธุ์เป็นพันธุ์ที่รุนแรงหรือไม่ เราได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทางประเทศจีน ซึ่งทางจีนได้บอกว่า เขาไม่คิดว่ามีการกลายพันธุ์ของโควิด-19 ที่ทำให้เชื้อก่อโรครุนแรงขึ้น ทำให้คนไข้เสียชีวิตมากขึ้น และทำให้ปอดถูกทำลายมากขึ้น ทำให้เราทราบความคิดเห็นของเขา แต่ว่ามีการกลายพันธุ์หรือไม่นั้น เชื้อนี้มีการกลายพันธุ์ง่ายอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าการกลายพันธุ์จะไม่มีผลอะไรออกมามากนักต่อปัจจัยต่าง ๆ ทางคลินิกในขณะนี้

แม้กระทั่งเรื่องการทำวัคซีน ซึ่งผมได้ถามว่า หากทำวัคซีนแล้วถ้าเป็นคนละสายพันธุ์กัน หากไม่กว้างพอ ประเทศจีนทำเสร็จแล้วใช้ได้แต่ที่จีน แต่ว่าประเทศไทยใช้ไม่ได้ ตรงนี้จะเป็นปัญหาหรือไม่? เขาตอบกลับมาว่าคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา ซึ่งตรงนี้เป็นประสบการณ์ความคิดเห็นของเขา ที่เราต้องติดตามกันดูต่อไป

ในเรื่องการรักษา เรื่องยาต่างๆ ในประเทศไทยมีข้อมูลมาก เราใช้ยามาก เพราะว่ายังไม่มียาที่รับรองว่าเป็นยามาตรฐาน ซึ่งเราใช้ยา 2 ขนานร่วมกัน แต่ของจีนชอบใช้ยาขนานเดียวและยังยืนยันว่ายาขนานเดียวน่าจะใช้ได้ เราบอกว่าจากประสบการณ์ของเราคิดว่าการใช้ยา 2 ขนานร่วมกันน่าจะดีกว่า ซึ่งคงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าเป็นอย่างไร และรอผลการศึกษาวิจัยใหญ่ๆ ออกมา
เรื่องการรักษา เราไม่อยากให้คนไข้เสียชีวิต ถ้าให้ยาคนไข้เร็วขึ้นจะดีหรือไม่ ซึ่งในขณะนี้คนไข้ที่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย ทุก Guideline แนวทาง ให้รอก่อนและติดตามคนไข้ เมื่อมีอาการปอดอักเสบค่อยเริ่มยา ซึ่งเราและเขาก็มีความคิดว่า ถ้ามีอาการแม้แต่นิดเดียวน่าจะให้ยาเร็วขึ้น คนไข้จะได้ไม่เป็นปอดอักเสบ แต่ให้ยาอะไรนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด เพราะทุกอย่างยังใหม่ ไวรัสยังใหม่เกินไป แม้จะมีข้อมูลมามาก แต่ไม่สามารถจัดเรียงเปรียบเทียบกันให้ชัดเจนได้ ต้องรอการศึกษาวิจัยมากๆแล้วมาเปรียบเทียบกันถึงจะชัดเจน

การควบคุมการระบาดของโรค จีนเป็นตัวอย่างที่ดี ตอนที่เขาปิดเมืองอู่ฮั่น ผมยังชื่นชมรัฐบาลจีนที่กล้าล็อกดาวน์ทั้งเมืองให้ประชาชนอยู่ในบ้าน เราได้เรียนรู้ประสบการณ์ตรงนี้ นำมาคุยในบ้านเราและต้องทำอย่างเต็มที่ เราดูจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ทุกวัน ทุกครั้งพบว่ามีอยู่แค่ 4-5 ราย แต่เริ่มจะเพิ่มเกินหลักหน่วยขึ้นมาเป็น 11 รายในวันที่ 12 มีนาคม แล้วมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 32 รายในวันที่ 15 มีนาคม และผีน้อยจากเกาหลีกำลังจะเข้ามา ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้จะไม่สามารถควบคุมการระบาดของโรคได้ เราเริ่มคุยกับ ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี ในเช้าวันที่ 16 มีนาคม ยื่นเอกสารให้ท่าน เรื่องการกักกันตัว และเรื่อง social distancing ต้องนำมาทำแล้ว คนที่มาจากประเทศที่มีการระบาดของโรคไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างประเทศต้องกักตัว 14 วัน ซึ่งวิธีการควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ มีอยู่ในตำรามานานแล้ว เพียงแต่ว่าเราจะนำวิธีการไหนมาใช้ ในขณะนั้นประเทศไทยมีการระบาดอยู่ในระยะที่ 2 แต่เราต้องนำวิธีการใช้ควบคุมการระบาดของระยะที่ 3 มาเตรียมใช้ เรียนท่านว่า ต้องเอาสุขภาพเป็นตัวตั้งและมาก่อนเศรษฐกิจ และให้เศรษฐกิจเคลื่อนตามสุขภาพมา ท่านนายกนำเอกสารไปประชุมคณะกรรมการอำนวยการต่อไปในวันนั้น และในบ่ายวันที่ 17 มีนาคม ท่านได้สั่งดำเนินการเลยแบบ top-down of enforcement of community quarantine and social distancing โดยสั่งปิดมหาวิทยาลัย ปิดผับ ปิดแหล่งที่ชุมนุมชน ควบคุมอะไรต่างๆ เพื่อควบคุมการกระจายโรค

เพราะฉะนั้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในครั้งนี้ ในเรื่องที่เราเรียนรู้จากจีนมีอยู่ในตำราแล้ว และเขาได้มานำเสนอผลการใช้วิธีการต่างๆ ว่าเป็นอย่างไร เรื่องสายพันธุ์ของเชื้อ เรื่องวัคซีน เรื่องการรักษา การควบคุม และการป้องกันต่างๆ เหมือนเขาได้มายืนยันความรู้ที่เรามีอยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่ความรู้ใหม่ เรียกว่าทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้น หรือเข้าใจตรงกันมากขึ้น